วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

6 วิธีลงทุนแบบ “จับเสือมือเปล่า”

6 วิธีลงทุนแบบ “จับเสือมือเปล่า”

ใครหลายคนคงคิดที่จะหาช่องทางการลงทุนว่า เราจะลงทุนอะไรดีให้ได้ผลตอบแทนสูงโดยใช้เงินลงทุนให้ต่ำที่สุด แต่สุดท้ายแล้วยังไม่มีเงินทุนเพียงพออยู่ดี หรืออาจจะมีทุนเยอะพอแต่อยากได้ผลตอบแทนสูง ไม่อยากเสี่ยงอะไรมากมายนัก ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ คือ วิธีทำเงินแบบ “จับเสือมือเปล่า” ไม่ใช่หมายความว่า ให้เราไปจับเสือด้วยมือเปล่านะ แต่เป็นการลงทุนที่เราไม่ต้องใช้เงินต่างหาก ส่วน “จับเสือมือเปล่า” ก็แตกต่างกับ “เสือนอนกิน” เช่นกัน “เสือนอนกิน” คือไม่ต้องทำอะไรเลย ขอแค่มีทุน ก็จะมีกระแสเงินสดไหลเข้ามาให้ใช้ทุกเดือน (Passive) แต่ “จับเสือมือเปล่า” จะหมายถึง เราต้องทำอะไรบางอย่าง (Action) ถึงจะได้เงินสดเข้ามาซักก้อนหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยแต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น ไอเดีย “จับเสือมือเปล่า” มีอะไรบ้างไปดูกันได้เลย

1.นายหน้า (Agent) นายหน้าอสังหาริมทรัพย์เป็นอาชีพที่เป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายให้เกิดการซื้อขายขึ้นแล้วกินค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้า (Commission) ยิ่งเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ถ้าเป็นโครงการใหญ่ๆ แล้วสามารถขายได้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่นายหน้าผู้นั้นได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว นายหน้าบางคนประกาศขายบวกราคาเพิ่มเองจากเจ้าของทำได้กำไรแบบไม่ต้องออกแรงอะไรมากเลย ธุรกิจนายหน้าจึงเป็นธุรกิจที่หลายๆคนให้ความสนใจและมีแนวโน้มทำกันมากขึ้น ยิ่งเป็นคนที่นำเสนอเก่ง ชักจูงคนเก่ง ขายของเก่งยิ่งได้เปรียบ แต่นายหน้าจะมีต้นทุนเล็กๆน้อยๆในการติดต่อเพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงซื้อขายกันได้สำเร็จเท่านั้น

2.ขายสินค้าจากสินค้าร้านคนอื่น ปัจจุบันมีช่องทางเทคนิคการค้ารูปแบบหนึ่งที่อาศัยช่องทาง Internet ในการซื้อขายจากการกินส่วนต่างจากการซื้อมาขายไป โดยเจ้าของไม่ต้องใช้ทุนอะไรเลย ตัวอย่างเช่น “มีผู้เล่น 3 คน คือ ก.(คนซื้อ) ข.(คนกลาง) ค.(คนขาย) โดย ค. ขายสินค้า A ราคา 150 บาท แล้ว ข. เห็นว่าสินค้าชิ้นนี้น่าสนใจน่าจะขายได้จึงตั้งหน้าร้านทาง Internet ว่าขายสินค้า A ในราคา 200 บาท ต่อมาผู้ซื้อ ก สนใจสินค้าจากการดูผ่านหน้าร้านของ ข. ใน Internet จึงติดต่อขอซื้อสินค้า A กับนาย ข นาย ข. ได้กำไรชิ้นละ 50 บาท โดยที่ไม่ได้มีสินค้า A อยู่ในมือเลย หลังจากตกลงซื้อขายเสร็จ นาย ข. สั่งซื้อของจาก นาย ค. ให้ส่งไปที่บ้านนาย ก. โดยไม่ต้องผ่าน นาย ข.” จะเห็นว่านาย ข. เป็นคนจับเสือมือเปล่า ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ลงทุนแค่เวลาในการเจรจาซื้อขายเท่านั้น นี่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง

Note : คล่องแคล่ว ติดกระแส Online 24 Hr

3.ที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consultant) การที่จะเป็นที่ปรึกษาให้กับใครนั้นจำเป็นต้องมีความรู้ มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่กับธุรกิจประเภทนั้นจนเกิดความเชี่ยวชาญ เข้าใจอย่างถ่องแท้และมีชื่อเสียงในวงการจนเป็นที่ยอมรับ การเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่บุคคลทั่วไปจะทำได้

Note : ต้องรู้ลึก รู้จริง แบบสัญชาตญาณหยังรู้ จึงสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

4.ปล่อยเช่าคอนโด สำหรับในกรณีที่สามารถกู้ซื้อได้ 100% เท่านั้นการปล่อยเช่าคอนโดโดยไม่ใช้เงินตัวเองและคอนโดห้องที่เราซื้อมาสามารถสร้างรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ เช่น สมมุติค่าเช่าห้องตกเดือนละ 20,000 บาท แต่ต้องผ่อนชำระกับธนาคารเดือนละ 16,000 บาท ต่อเดือน ทำให้ได้รายได้สุทธิแบบคร่าวๆประมาณ 4,000 บาท เป็นต้น ซึ่งการจะหาอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าค่าใช้จ่ายก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนเช่นกัน

Note : ฉกฉวยช่วงธุรกิจขาขึ้น ดอกเบี้ย 0%, กู้ 100%, Promotion Free ค่าธรรมเนียม, Fully-furnished

5.ตัวแทนธุรกิจเครือข่าย หรือตัวแทนธุรกิจประกันชีวิต เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องสต๊อกของเอาไว้ มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ ขายบริการ ทำให้เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำในช่วงทำงาน

Note : รักการบริการ หมั่นเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารการเงิน

6.ขายไอเดียให้นายทุน อาทิธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องอาศัยการลงทุนค่อนข้างเยอะ บางครั้งเราอาจจะลงทุนไม่ไหวแต่พอมีไอเดียที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้นได้ เราสามารถนำมันสมองของเราขายไอเดียให้กับนายทุนที่มีเงินทุนพร้อมที่จะลงทุนถ้าหากได้รับผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่า มีเหตุผลที่ดีให้น่าลงทุนด้วย วิธีนี้เป็นแนวทางที่บางกลุ่มใช้แล้วประสบความสำเร็จ

Note : กล้าที่จะคิดต่าง กล้าทำ และขยันที่จะนำเสนอ หาช่องทางใกล้ชิดกับนายทุน

ช่องทางการลงทุนแบบ “จับเสือมือเปล่า” มาประมาณ 6 ช่องทาง ซึ่งแต่ละช่องทางก็มีความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป และยังมีรูปแบบการลงทุนอีกหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับไอเดีย และประสบการณ์ชีวิตของแต่ละบุคคล

“อย่าคิดว่าทำไม่ได้ แต่ให้คิดว่าจะทำมันอย่างไร”

หมายเหตุ ทุกๆมิติของการลงทุน ย่อมมีทั้งขาดทุนและกำไร ดังนั้นท่านต้องคิดให้รอบด้าน วางแผนทั้งระยะสั้น กลาง ยาว หรือคิดคำนวณทั้ง Base Case, Best Case และ Worst Case เสมอ

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ทำความรู้จัก ‘Shopback’ ธุรกิจออนไลน์ที่ ‘ช้อปแล้วได้เงินคืน’

ทำความรู้จัก ‘Shopback’ ธุรกิจออนไลน์ที่ ‘ช้อปแล้วได้เงินคืน’ และพรุ่งนี้เขาจะเพิ่มเงินคืนให้อีก! [Advertorial]


HIGHLIGHTS3 MINS READ

‘ช้อปปิ้งแล้วได้เงินคืน’ คือจุดขายของ ShopBack มีหลักการทำงานง่ายๆ โดยพวกเขาจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนนายหน้า ที่จะแบ่งค่าคอมมิชชันจากร้านค้าพาร์ตเนอร์คืนมาให้กับคุณ!
นอกจากช้อปปิ้งแล้วได้เงินคืนแล้ว การท่องเที่ยว อาหาร การเดินทาง ก็ได้เงินคืนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Eatigo, AliExpress, Expedia และอีกมากกว่า 100 ร้านค้า
Shopback เป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์ พัฒนาโมเดลธุรกิจนี้กันมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2014 ปัจจุบันให้บริการอยู่ใน 6 ประเทศทั่วเอเชีย ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน โดยประเทศไทยของเราเป็นประเทศล่าสุด
12-14 ธันวาคมนี้ ShopBack กำลังจะมีแคมเปญใหม่ที่จะเพิ่มปริมาณเงินคืนให้คุณคูณสอง ซึ่งความพิเศษนี้เป็นครั้งแรกที่ ShopBack ประกาศว่าพวกเขาไม่เคยให้เงินคืนสูงขนาดนี้มาก่อน!


ถึงยุคนี้เศรษฐกิจไทยจะไม่ค่อยกระเตื้อง การเงินฝืดเคือง แต่ด้วยสาเหตุอะไรเราคงไม่อาจพูดได้ จริงไหม? (ขออนุญาตไม่ออกสีหน้า) แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกเสมอคือไม่ว่าจะอดอยากปากแห้งแค่ไหน สาวๆ หนุ่มๆ ก็มักจะกันเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการช้อปปิ้งที่ปัจจุบันเป็นเสมือนกับหนทางการผ่อนคลายความเครียดชนิดหนึ่งเชียวแหละ!

แต่จะดีแค่ไหนกันเชียว หากว่าเงินก้อนหนึ่งที่คุณกันไว้สำหรับช้อปปิ้งจะไม่ถูกใช้ไปจนหมด เพราะ ShopBack แหล่งช้อปปิ้งแห่งใหม่สุดสะดวกที่เราอยากให้คุณรู้จักจะให้คุณได้เลือกสินค้าและบริการหลากหลาย แถมยังได้เงินคืนจากทุกการใช้จ่ายอีกด้วย!

จากสิงคโปร์สู่เมืองไทย


สมัยนี้การแข่งขันของโลกออนไลน์ในบ้านเราช่างฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะฉะนั้นการเข้ามาของธุรกิจใหม่ๆ ย่อมจะต้องมีจุดแข็งและจุดขายเพื่อเรียกร้องความสนใจจากปลายนิ้วของผู้บริโภค และ ShopBack ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจสตาร์ทอัพจากประเทศสิงคโปร์ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นหนึ่งทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันที่เลือกช้อปปิ้ง ไม่ใช่เพียงแค่ตามใจตัวเอง แต่ยังคำนึงถึงเหตุและผลอย่างชาญฉลาดอีกด้วย โดยมีจุดแข็งแรงที่สุดคือ ‘การช้อปปิ้งแล้วได้เงินคืน’



ShopBack มาทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์ และไม่ใช่เพิ่งจะเปิดมาไม่นานนี้ เพราะเขาพัฒนาโมเดลธุรกิจนี้กันมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2014 ปัจจุบันให้บริการอยู่ใน 6 ประเทศทั่วเอเชีย ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน โดยประเทศไทยของเราเป็นประเทศล่าสุดที่ ShopBack เข้ามาสร้างสีสันให้วงการธุรกิจออนไลน์บ้านเราอย่างน่าสนใจเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง (ถึงตอนนี้คุณอาจนึกภาพไม่ออกว่าหน้าตาของ ShopBack เป็นอย่างไร ลองคลิกเข้าไปดูที่ www.myshopback.co.th) นอกจากนี้พวกเขาเพิ่งคว้ารางวัลใหญ่จากการแข่งขัน Global Mobile Challenge ที่จัดขึ้นทุกปีเพื่อเฟ้นหาสุดยอดกลุ่มผู้พัฒนาธุรกิจออนไลน์หน้าใหม่จากทั่วโลก และ Shopback คือธุรกิจแรกในเอเชียที่คว้ารางวัลดังกล่าวมาได้!


ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ครบครันทุกความต้องกา

ภายใน Shopback ก็เปรียบเสมือนศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีทั้งสินค้าและบริการมากมายให้คุณได้เลือกช้อปของถูกใจรวมกว่า 100 ร้านค้า ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านความสวยความงาม ร้านเสื้อผ้า ร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ร้านขายตั๋วเครื่องบินและที่พักก็มี! โดยพาร์ตเนอร์ที่น่าสนใจของ Shopback ก็มีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์เทศปะปนกันไป ตั้งแต่ Looksi, Ebay, Asos, Expedia, Big C, Central, Grab และอื่นๆ อีกมากมาย ครบครันทุกความต้องการของผู้บริโภค


ทำไมต้องให้เงินคืน


การใช้บริการ ShopBack ที่จั่วหัวว่า ‘ช้อปปิ้งแล้วได้เงินคืน’ มีหลักการทำงานง่ายๆ ที่คุณจะเข้าใจมันได้ไม่ยาก โดยพวกเขาจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนนายหน้าค้าขาย เมื่อคุณซื้อสินค้าจากร้านค้าพาร์ตเนอร์ของ ShopBack ทาง ShopBack ก็จะได้รับค่าคอมมิชชันจากร้านค้าพาร์ตเนอร์นั้นๆ และค่าคอมมิชชันก้อนนั้นก็จะถูกแชร์ส่วนหนึ่งมาให้กับคุณในรูปแบบเงินคืน ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละร้านค้า หลังจากนั้นเมื่อเงินคืนอนุมัติ มันจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารที่คุณผูกไว้ จะเก็บไว้หรือถอนมาใช้ก็ได้ แล้วแต่สะดวก

แต่ทำไมเขาต้องให้เงินคืนด้วยล่ะ


เหตุผลง่ายๆ เลยคือเพื่อให้คุณรู้สึก ‘ประหยัด’ เงินที่เสียไป โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละร้านค้า นอกเหนือจากดีลสุดพิเศษและส่วนลดต่างๆ ที่ ShopBack จัดเตรียมไว้ให้คุณอยู่แล้วด้วย ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการสร้างแคมเปญให้น่าจดจำและเป็นจุดแข็งของแบรนด์ มอบอีกหนึ่งทางเลือกในการช้อปปิ้งของผู้บริโภค ฮอตฮิตด้วยยอดผู้ใช้กว่า 3.2 ล้านคนต่อเดือนทั่วเอเชีย! เลือนเส้นพรมแดนการค้าขายให้บางลงไปอีกด้วย


12.12.17https://www.shopback.co.th/referred-signup-bonus?raf=Qyj7D6


เลข 12.12.17 อาจไม่ใช่เลขเด็ดที่จะออกงวดหน้า แต่เป็นเลขเด็ดที่คุณควรจะต้องจำไว้ว่าในวันที่ 12-14 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ShopBack กำลังจะมีแคมเปญใหม่เพื่อให้การช้อปปิ้งต้อนรับช่วงเทศกาลนี้สนุกมากขึ้นไปอีก เพราะในวันนั้น นอกจากคุณจะได้ส่วนลดและดีลดีๆ จากร้านค้าต่างๆ แล้ว (Lazada และ AliExpress ก็จะจัดแคมเปญในวันนั้นเช่นกัน – ลดสองต่อ!) และยิ่งคุณช้อปปิ้งผ่าน ShopBack คุณก็จะได้เงินคืนอีกสองเท่า! สูงสุด 100 บาท (จากเงินคืนที่ได้รับ) ซึ่งความพิเศษนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 12-14 ธันวาคมนี้เท่านั้น และเป็นครั้งแรกที่ ShopBack ประกาศว่า พวกเขาไม่เคยให้เงินคืนสูงขนาดนี้มาก่อน!

เตรียมปลายนิ้วของคุณไว้ให้พร้อม แล้วรีบพุ่งตรงไปคลิก www.myshopback.co.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Shopback ได้ทั้งระบบ iOS และ Android ซ้อมซื้อสินค้าไว้ก่อน แล้วกาปฏิทินวันที่ 12 ธันวาคมนี้รอไว้เลย!

พิเศษ! สมัครผ่าน www.myshopback.co.th/thestandard รับโบนัสสมัคร 200 บาท

Affiliate คืออะไร?

Affiliate คืออะไร? วีดีโอ 2 นาทีนี้ จะทำให้คุณเข้าใจงานออนไลน์นี้อย่างรวดเร็ว!!


หลายคนอาจเคยได้ยินชื่องานออนไลน์หรืองานผ่านเน็ตแบบ Affiliate Marketing หรือ Affiliate Program ถ้าแปลเป็นไทยง่ายๆคือเราเข้าไปเป็น Partner หรือ พันธมิตรทางธุรกิจ ให้ความรู้สึกคล้ายๆกับเป็นนายหน้าออนไลน์นั่นเอง แต่มันไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด และทำแล้วได้ผลลัพธ์และผลตอบแทนเยอะกว่างานออนไลน์แบบ Online Advertising มากนัก
แล้วมันทำยังไงหล่ะ Affiliate เนี่ย?

หากเพื่อนๆไม่เข้าใจว่ามันทำอย่างไร ทำที่บ้านแบบไหน แล้วจะทำเงินให้เรายังไง วันนี้ผมมีวีดีโอสั้นๆ เพียงแค่ 2 นาทีนิดๆ จะทำให้เพื่อนๆเข้าใจคำว่า Affiliate มากขึ้นครับ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

Cr:
quizxa

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เริ่มต้นสร้างรายได้กับ AirBNB

เริ่มต้นสร้างรายได้กับ AirBNB

ตอนนี้เวลาทุกคนไปเที่ยวต่างประเทศ
จะเริ่มได้ยินคำถามกันบ่อยว่า ทำไมไม่ลองจอง Airbnb หล่ะ?
Airbnb คือ ธุรกิจบริการออนไลน์ ที่เป็นตัวกลาง ให้คนนำเสนอที่พักของตนเอง ให้ผู้ที่สนใจมาพัก ได้โดยตรง โดยปัจจุบันมีที่พักหลายประเภทที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป ตั้งแต่ บ้าน ห้อง เต้นท์ ยันปราสาท เลยทีเดียว

หลายคนอาจจะแปลกใจว่า ใครมันจะกล้าเปิดบ้านให้คนแปลกหน้ามาพักอาศัยกัน? แต่ด้วยแนวคิดการแบ่งปันทรัพยากรนี้แหละ ที่ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล

ย้อนไปเมื่อ ปี 2007 Brian Chesky และ Joe Gebbia ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องพักตัวเองในเมือง San Francisco จึงเกิดไอเดีย ที่จะหาเงิน โดยการแบ่งห้องให้คนอื่นมาพัก พร้อมเลี้ยงมื้อเช้า ทั้งสองจึงได้เปิดเว็บไซต์ชื่อว่า airbedandbreakfast.com

ปรากฏว่ามีคนเข้ามาพักจริงๆ 3 ราย ทำเงินได้ทันที $240 ทั้งคู่จึงคิดว่า ไอเดียที่ให้คนแบ่งที่พักตัวเองให้คนอื่น มันน่าจะไปได้นะ เลยไปชวน Nathan Blecharczyk เพื่อนอีกคน มาร่วมกันพัฒนาเว็บไซต์


ช่วงแรก ทุกคนก็ยังงงๆกับความคิดนี้ ในครั้งแรกที่ ไปเปิดตัวธุรกิจ ที่งานแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีคนมาจองห้องแค่ 2 คน จนหลายเดือนผ่านไป รายได้ก็ยังไม่เข้าเป้า ทำได้เพียง $200 ต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง

พวกเขาได้วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่คนยังไม่กล้าเข้าพัก คือ รูปถ่ายที่เจ้าของสถานที่โพสนั้น ดูแย่กว่าความเป็นจริง และยังไม่เห็นว่ามันดีกว่าการพักโรงแรมยังไง

ทีมงาน จึงได้ทำการตระเวนถ่ายรูปที่พักใหม่ รวมทั้งจ้างช่างภาพฟรีแลนซ์ทั่วโลก จนต่อยอดทำเป็น magazine ชื่อ Pineapple เล่าประสบการณ์ผู้ใช้จากทั้งฝั่งผู้ให้เช่าและผู้เข้าพัก

นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะการ Review ขยายไปเร็วมากในโลกออนไลน์ ประกอบกับเริ่มมีคนดังมาแนะนำ ให้เห็นถึงความแตกต่างจากโรงแรมว่า คุณจะได้ซึมซับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ทำให้ธุรกิจเริ่มไปได้สวย

ณ จุดนี้เอง เนื่องจากชื่อเก่ายาวไป พวกเขาจึงได้เปลี่ยนชื่อเว็บไซต์มาเป็น airbnb.com ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้คนพูดถึงง่ายขึ้น

ปัจจุบัน Airbnb มีรายได้เท่าไร?

ในฐานะผู้ให้บริการเชื่อมต่อระหว่างผู้เข้าพักกับผู้ให้เช่า Airbnb มีห้องให้เช่า 2 ล้านห้อง มีผู้ใช้บริการมากกว่า 60 ล้านรายทั่วโลก มีคนพัก 500,000 รายต่อคืน โดยจะคิดค่าห้องเพิ่มจากที่เจ้าของคิดมา 6-12% รวมทั้งเก็บค่าธรรมเนียมจ่ายเงินอีกประมาณ 3%

ปี 2015 มีรายได้ $900 ล้าน ขาดทุน $150 ล้าน
ปี 2016 มีรายได้ $1,700 ล้าน กำไร $100 ล้าน
ปี 2017 คาดว่ามีรายได้ $2,800 ล้าน กำไร $450 ล้าน

จากที่ขาดทุน พลิกมาเป็นกำไรมหาศาลในที่สุด

เมื่อลองเทียบกับรุ่นพี่ในวงการอย่าง Priceline ที่เน้นเรื่องโรงแรมมากกว่าบ้านคน ปี 2016 บริษัทนี้มียอดจองกว่า 285 ล้านราย เฉพาะยอดจองห้องประมาณ 800,000 รายต่อคืน รายได้ $10,743 ล้าน กำไร $2135 ล้าน


เรียกได้ว่า Airbnb อาจจะยังเล็กกว่า Priceline อยู่มาก แต่ก็อาจจะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกันได้ในไม่ช้า

ใครลงทุนในบริษัทนี้บ้าง?

ด้วยการเติบโตดังกล่าว ย่อมได้รับความสนใจจาก Venture Capital มากมาย อาทิเช่น Google Capital, Horizon Ventures, Y Combinator, Sequoia Capital, China Broadband Capital รวมไปถึงดาราชื่อดังอย่าง Ashton Kutcher

ซึ่งเงินที่มาลงทุนในบริษัท ปัจจุบันมีมากถึง $3,000 ล้าน ตอนนี้มีการประเมินมูลค่าบริษัทสูงถึง $30,000 ล้าน หรือเทียบเท่า 1 ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับบริษัทในประเทศไทยแล้วก็พอๆกับ Market Cap ของ ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ใครอยากซื้อหุ้น Airbnb อาจจะต้องรอหน่อย เพราะบริษัทบอกว่า กำลังเตรียมทำ IPO แต่ว่ายังไม่เร่งรัด

Airbnb ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก สำหรับการสร้างธุรกิจจากไอเดีย ฉะนั้นหากใครมีไอเดียเจ๋งๆอย่างนี้ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นทำมัน สุดท้ายเราอาจจะสำเร็จเหมือน Airbnb ก็ได้..

10 วิธี หาเงินออนไลน์อยู่บ้านง่ายๆ 2018

10 วิธี หาเงินออนไลน์อยู่บ้านง่ายๆ แบบทำได้จริง 2018

ปี 2018 ยังคงเป็นปีทองในการหาเงินออนไลน์ ยุคนี้เป็นยุคที่เราหาเงินได้ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เพียงเรามีมือถือแค่เครื่องเดียว เราก็จะสามารถหาเงินได้แทบจะ 24 ชม.เลยทีเดียว บทความนี้แอดมินจะมาแนะนำวิธีที่เราจะหาเงินออนไลน์ได้ง่ายๆ แต่ทำได้จริงนะคะ
1# หาเงินออนไลน์ โดยการ ขายของออนไลน์

ยุคนี้เป็นยุคของการขายของหาเงินออนไลน์เลยค่ะ จะเห็นว่ามีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เกิดขึ้นเยอะมาก พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ ก็คือ มีงานประจำทำไปด้วยในตอนกลางวัน และก็ขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงานในตอนกลางคืน มาดูกันค่ะว่าทำยังไงได้บ้าง

เราสามารถเริ่มการขายของออนไลน์ง่ายๆ จากการสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายได้ค่ะ เราสามารถสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายของร้านค้าได้ ซึ่งสมัยนี้มีร้านค้ามากมายเปิดรับตัวแทนจำหน่าย ทั้งแบบสต๊อกสินค้า และ ไม่ต้องสต๊อกสินค้า (Dropship) ซึ่ง 2 วิธีนี้ก็มีความแตกต่างกันอยู่ อ่านเพิ่มเติมได้ที่>> ตัวแทนจำหน่ายคืออะไร แบบสต็อกกับไม่สต็อกสินค้าต่างกันอย่างไร แล้วแบบไหนดีกว่ากัน รวมถึงมีสินค้ามากมายให้เราได้เลือกไปขายตั้งแต่ ครีม สบู่ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ พระเครื่อง รถยนต์ ประกัน ซึ่งเราสามารถดูสินค้าทั้งหมดที่รับสมัครตัวแทนจำหน่ายได้ที่SalesMatchup.com

การสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายมีข้อดี คือ เราไม่ต้องเริ่มเอง ทำเองใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการหาสินค้า สั่งซื้อ ทำสต๊อก สร้างแบรนด์ ซึ่งมีต้นทุนสูง ใช้ทุนและเวลามาก เราสามารถนำสินค้าที่มีร้านค้าซึ่งส่วนใหญ่จะมีการบริหารจัดการที่ดีอยู่แล้ว มาลองขายก่อนได้ แล้วดูซิว่าสินค้าไปได้ไหม ขายยากขายง่ายอย่างไร แล้วจึงมาตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือจะหยุด ซึ่งวิธีการนี้ง่ายกว่ามาก

หรือหากเราต้องการที่จะนำสินค้าเข้ามาขายเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ที่คนนิยมนำเข้ามาขายก็คงจะหนีไม่พ้นสินค้าจากประเทศจีน เว็บไซต์ที่เราแนะนำให้เข้าไปหาสินค้าคือ คือ TAOBAO / TMALL / 1688 ซึ่งเว็บที่กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นภาษาจีน เราสามารถใช้ Google Translate ใน Google Chrome เพื่อแปลภาษาได้ค่ะ หรือถ้าเราต้องการดูเว็บไซต์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ก็เข้าไปหาซื้อสินค้าได้ที่ Alibaba ก็เข้าใจง่ายดีค่ะ
2# หาเงินออนไลน์ โดยการ ถ่ายภาพขาย

การถ่ายภาพด้วยมือถือขายก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการหาเงินออนไลน์ได้ หากเราพอจะมีทักษะในการถ่ายรูปมือถือ หรือ ถ้าไม่มีเราก็ฝึกสักหน่อย เพราะถึงจะเป็นการถ่ายรูปด้วยมือถือ แต่ภาพที่จะขายได้นั้นก็ต้องมีความสวยแปลกและคมชัดอยู่ถึงจะขายได้

การถ่ายภาพขายถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะเราใช้มือถือกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ไม่ว่าเราไปเที่ยว กินข้าว เดินเล่น หากเราจะเอาจริงด้านนี้ ตั้งเป้าหมายให้ชัด ทุกครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องถ่ายให้ดีที่สุด เพราะเราต้องตระหนักว่ามันขายได้ แล้วเราก็สามารถนำภาพเราไปขายได้ในเว็บ แอพขายภาพมือถือ อย่าง FOAP (แอพพลิเคชั่นบน iOS และ Andriod เราได้รับเงิน 5$ ในการขายภาพแต่ละครั้ง และขายได้เรื่อยๆไม่มีหมด) Clashot (แอพพลิเคชั่นบน iOS และ Andriod ที่มีคนนิยมใช้มากขึ้นเรื่อยๆ)

การถ่ายรูปมือถือขายถือเป็น passive income ของจริงแบบหนึ่ง เพราะเราสามารถขายภาพและได้รับเงินจริง และรูปที่เราขายได้ เราก็สามารถขายซ้ำได้อีกไม่รู้จบค่ะ
3# หาเงินออนไลน์ โดยการ เขียนบล็อก

ภาพการเป็น Blogger จะเป็นจากการรีวิวสินค้า ลงใน Social Media ลงวีดีโอใน YouTube เพื่อสร้างผู้ติดตามแล้วหาค่าโฆษณาจากการที่มีผู้ติดตามเราเยอะ ในปัจจุบันอาจไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อน เหตุผลก็เพราะว่า สมัยนี้มีคนมากมายออกมาสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์เยอะมาก จนเราแยกความแตกต่างของแต่ละคนไม่ออก รวมถึงโซเชียลเน็ทเวิร์คขนาดใหญ่อย่าง Facebook IG ต่างก็ลด reach หรือการเข้าถึงของเพจลง ตอนนี้จึงไม่ใช่ยุคทองของผู้ที่ต้องการหาเงินจากการเป็นบล็อกเกอร์แบบนั้นอีกแล้ว

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวงการบล็อกเกอร์จะตาย เราสามารถเป็นบล็อกเกอร์ได้โดยการให้ความรู้ในสิ่งที่เรารู้ผ่านการเขียน โดยการสร้างบล็อกหรือเว็บไซต์ส่วนตัวขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ยากเลย เราสามารถสร้างเว็บไซต์เราได้โดยใช้ wordpress ซึ่งมี theme ให้เราใช้มากมาย ทั้งแบบฟรีและเสียตังค์ (แอดมินแนะนำให้เราใช้แบบเสียตังค์ เพราะจะทำให้เว็บไซต์เราดูสวยงามน่าอ่านกว่ามากค่ะ) หลังจากนั้นเราก็นำ Google Adsense หรือ Affiliate มาติด ซึ่ง Affiliate ก็มีให้เราเลือกเยอะมาก เช่นกัน ทั้ง Amazon Affiliate / Lazada Affiliate ของคนไทยก็มี Looksi Affiliate หรือแหล่งรวม aCommerce เมื่อมีคนเข้าเว็บไซต์เรามาและสนใจโฆษณาที่เราติดเราก็จะได้รายได้จากการคลิก

ทั้งนี้เราก็ต้องรู้จักการสร้างเนื้อหาส่งมอบคุณค่าให้ผู้อ่าน และ เข้าใจการทำ SEO ด้วยนะคะ ซึ่งเป็นวิธีการสร้าง Traffic ให้เว็บไซต์แบบมีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว และที่ขาดไม่ได้คือ ต้องมีความสม่ำเสมอในการเขียนบทความด้สยค่ะ
#4 หาเงินออนไลน์ โดยการ เขียนบทความขาย

หากเรายังไม่พร้อมที่จะสร้างเว็บไซต์เป็นของเราเอง แต่เรามีความรู้และทักษะในการเขียน เราสามารถรับจ้างเขียนบทความได้ค่ะ สมัยนี้มีเว็บไซต์ที่เราสามารถขายงานเขียนเราได้อยู่เยอะแยะมากมาย หรือ เราจะสมัครเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ของเว็บไซต์ต่างๆก็ได้ค่ะ ทั้งนี้ก็ต้องมีการสอบถามวัตถุประสงค์ของการเขียนจากลูกค้าด้วยนะคะว่าต้องการเขียนเพื่ออะไร เขียนบทความติด SEO เขียนแคปชั่นโฆษณา เขียนบทความให้ความรู้แก่องค์กร ซึ่งแต่ละอย่างใช้ทักษะในการเขียนต่างกันออกไป รายได้ก็จะมีตั้งแต่ 200 ขึ้นไป จนถึงหลักพันใน 1 บทความ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความยาวของบทความ และ ความสามารถของเราด้วยค่ะ ยิ่งเรารู้มากรู้จริงในสิ่งที่เราเขียน และ มีทักษะในการเขียนให้สนุกน่าอ่านน่าติดตาม ค่าตัวเราก็จะแพงขึ้นค่ะ
#5 หาเงินออนไลน์ โดยการ ตกแต่งภาพ ทำคอนเทนต์

ในยุคทองของการของออนไลน์ มีร้านค้าและแบรนด์จำนวนมาก ที่ต้องการทำภาพถ่ายหรือแบนเนอร์ของสินค้าให้สวยงามน่าคลิก และนั่นก็เป็นโอกาสทองของเราในการหาเงินออนไลน์ เช่นกัน เราสามารถรับจ้างทำแบนเนอร์ ทำงานกราฟฟิก ทำคอนเทนต์ สำหรับคนที่ทำเป็นอยู่แล้ว นี่ก็เป็นโอกาสในการหารายได้เพิ่ม แต่สำหรับคนที่ยังทำไม่เป็น ทักษะนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าฝึก เพียงแค่เรามีความสามารถในการใช้โปรแกรม Photoshop Illustrator ซึ่งก็ฝึกไม่ยาก มีคลิปสอนใช้โปรแกรมแบบฟรีฟรีมากมายให้เราได้เลือกเรียน รวมทั้งเรายังต้องมีการพัฒนางานเราให้ดูเป็นมืออาชีพ เราก็จะสามารถหาเงินออนไลน์จากทางนี้ได้ง่ายขึ้นค่ะ
#6 หาเงินออนไลน์ โดยการ เป็นแอดมินเพจ หรือ แอดมิน Line

ร้านค้าที่ต้องการแอดมินเพจดีดี เก่งๆ มีความรับผิดชอบ ตอบเร็ว ออนไลน์ตลอด มีอยู่มากมายค่ะ หากเรามีคุณสมบัติเหล่านี้ เราก็สามารถเปิดรับสมัครเป็นแอดมินได้ โดยอาชีพนี้จัดว่าเป็นอาชีพเสริมที่กำลังอินเทรนด์ในยุคนี้ทีเดียว เพราะถึงแม้ว่าเราจะมี Chatbot เข้ามาช่วย แต่ถึงอย่างไรโรบอทก็ไม่สามารถแทนคนได้อยู่ดี โดยเฉพาะในประเทศไทย เรานิยมติดต่อสื่อสารคุยกับคนมากกว่า ทำให้อาชีพนี้ยังไงก็ยังอยู่ในกระแสได้ไปอีกนาน และยิ่งถ้าเรามีความสามารถในการทำกราฟฟิค เขียนแคปชั่น ปิดการขายให้ร้านค้าได้ ค่าตัวเราจะยิ่งแพงขึ้นได้
#7 หาเงินออนไลน์ โดยการ รับลงสินค้าตาม Marketplace

การรับลงสินค้าออนไลน์ใน Marketplace อย่าง Lazada Shopee 11-Street Kaidee หรือ lnwshop ก็เป็นหนทางหนึ่งในการที่เราจะหาเงินออนไลน์ได้ เพราะมีเจ้าของร้านค้าและแบรนด์ที่มีสินค้าที่อยากขาย แต่ไม่มีเวลา หรือ ลงสินค้าใน Marketplace ไม่เป็นอยู่มาก ซึ่งงานนี้ก็ไม่ยาก เพียงแค่เราลองเข้าไปใช้ระบบของ Marketplace เหล่านี้ดู เราก็จะรู้ว่าทำอย่างไร เพราะทุกระบบทำขึ้นมาให้คนใช้ ใช้ง่ายที่สุดอยู่แล้ว เราอาจมีบริการเสริมตอบแชทให้เลย เพื่อเป็นการ Upsale ให้บริการของเราได้ค่ะ
#8 หาเงินออนไลน์ โดยการ คีย์ข้อมูล

การรับคีย์ข้อมูลก็เป็นงานไม่ยาก เช่น รับคียร์ข้อมูลแบบสอบถาม ข้อมูลรายละเอียดลูกค้า หรือจะเป็นการรับจ้างแกะเทปสัมมนา งานวิจัย แกะเทปใน YouTube เราก็สามารถทำได้เหมือนกันค่ะ ทักษะนิดหน่อยที่เราควรมีเพื่อทำอาชีพนี้ คือ พิมพ์ดีดค่ะ ยิ่งเราพิมพ์เร็วและแม่นยำมากเท่าไหร่เราก็สามารถรับงานได้มากขึ้นเท่านั้น
#9 หาเงินออนไลน์ โดยการ รับทำแบบสอบถาม

อีก 1 วิธีในการหาเงินออนไลน์ง่ายๆ คือการตอบแบบสอบถาม แอดมินแนะนำเว็บไซต์ https://yimresearch.net/public/ เราสามารถเลือกตอบแบบสอบถามตามหัวข้อที่เราสนใจ หลังจากตอบเสร็จเราจะได้รับคะแนน ซึ่งเราสามารถเก็บสะสมไปจนแลกเป็นของรางวัลได้ค่ะ
#10 หาเงินออนไลน์ โดยการ ปล่อยห้องว่างบ้านเช่าที่ AirBNB

หากเรามีคอนโด หรือ บ้านเช่า ที่ไม่มีคนอยู่ การปล่อยให้นักท่องเที่ยวเช่าในระยะสั้นที่ Airbnb ก็เป็นวิธีการในการหาเงินออนไลน์อีกทางที่น่าสนใจค่ะ รายได้จากค่าเช่าต่อ 1 คืน จะสูงกว่าการใช้เช่าแบบเหมาเดือนมากค่ะ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็เป็นวิธีที่เราจะหาเงินออนไลน์อยู่บ้านง่ายๆ แบบทำได้จริงในปี 2018 ค่ะ ซึ่งการขายของออนไลน์ก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ดี เราสามารถหาสินค้าไปขายออนไลน์ได้ โดยเริ่มจากการสมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย ได้ค่ะ รวมถึงหากเราเป็นคนที่มีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว เราก็สามารถรับจ้างทำงานออนไลน์สบายๆอยู่บ้านได้ไม่ยากค่ะ

Cr: https://www.salesmatchup.com/